Skip to main content

Pimdai.com พาร์ทเนอร์งานพิมพ์

ทำกระดาษรองแก้วแจกงานอีเวนต์ ต้องออกแบบยังไงให้ไม่ถูกทิ้ง

กระดาษรองแก้วแจกงานอีเวนต์ควรออกแบบยังไงให้คนอยากเก็บไว้ใช้ต่อ แนะนำเรื่องลาย สี ข้อความ โลโก้ QR Code และการทำเป็นของสะสม

ทำกระดาษรองแก้วแจกงานอีเวนต์ ต้องออกแบบยังไงให้ไม่ถูกทิ้ง

ของแจกในงานอีเวนต์มีปัญหาเหมือนกันอยู่ข้อหนึ่ง คือคนรับไปเพราะแจกฟรี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอยากเก็บไว้เสมอ กระดาษรองแก้วก็เช่นกัน ถ้าออกแบบเหมือนแผ่นโฆษณาขนาดเล็ก มีโลโก้ใหญ่ โปรโมชั่นเต็มพื้นที่ และข้อมูลบริษัทหลายบรรทัด คนอาจหยิบไปตอนเดินผ่านบูธ แต่เมื่อกลับถึงบ้านก็ไม่มีเหตุผลให้เก็บต่อ
ถ้าอยากให้กระดาษรองแก้วถูกนำกลับไปใช้จริง ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ของแจกที่ใส่ข้อมูลแบรนด์ให้เยอะที่สุด” เป็น “ของชิ้นเล็กที่ลูกค้าอยากวางบนโต๊ะของตัวเอง” เมื่อคนรู้สึกว่าลายน่ารัก ดูดี มีข้อความที่ชอบ หรือสามารถสะสมได้ โอกาสถูกเก็บไว้ก็สูงขึ้น และโลโก้ของแบรนด์ก็มีโอกาสถูกเห็นซ้ำหลังงานจบไปแล้ว
ดังนั้นการออกแบบกระดาษรองแก้วสำหรับแจกในงานอีเวนต์ควรคิดพร้อมกัน 3 เรื่อง คือ ต้องใช้ได้จริง ต้องดูดีพอให้คนอยากเก็บ และต้องยังมีองค์ประกอบของแบรนด์อยู่ในระดับที่คนจำได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถือโฆษณากลับบ้าน

อย่าเริ่มจากคำถามว่า “จะใส่ข้อมูลบริษัทอะไรบ้าง”

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ของแจกหลายชิ้นไม่น่าเก็บคือการเปิดพื้นที่ Artwork แล้วเริ่มใส่โลโก้ ชื่อบริษัท เบอร์โทร เว็บไซต์ Social Media และข้อความโปรโมชั่นลงไปพร้อมกัน เพราะคิดว่ามีพื้นที่จำกัดจึงต้องใช้ให้คุ้ม
แต่ในมุมของคนรับ กระดาษรองแก้วไม่ได้มีหน้าที่เป็นนามบัตร สิ่งที่ทำให้คนตัดสินใจเก็บคือความรู้สึกว่า “เอาไปใช้บนโต๊ะแล้วดูดี” มากกว่า “มีข้อมูลบริษัทครบหรือไม่”
จึงควรเริ่มจากกำหนดแนวคิดของลายก่อน เช่น อยากให้เป็นงาน Minimal, Cute, Funny, Lifestyle หรือ Collectible แล้วค่อยนำโลโก้และชื่อแบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ ไม่ใช่ให้โลโก้เป็นทุกอย่างบนชิ้นงาน
ถ้าต้องการข้อมูลติดต่อจริง ๆ สามารถย้ายไว้ด้านหลัง หรือใช้ QR Code ขนาดเล็กแทนการใส่ข้อความหลายบรรทัดด้านหน้า
โลโก้ไม่ควรใหญ่จนคนรู้สึกว่าเป็นของโฆษณา
โลโก้ไม่ควรใหญ่จนคนรู้สึกว่าเป็นของโฆษณา

โลโก้ไม่ควรใหญ่จนคนรู้สึกว่าเป็นของโฆษณา

ของที่มีโลโก้ใหญ่ไม่ได้แปลว่าจะทำให้คนจำแบรนด์ได้ดีกว่าเสมอไป โดยเฉพาะของที่คนต้องนำกลับไปใช้ในพื้นที่ส่วนตัว เช่น โต๊ะทำงาน โต๊ะกินข้าว หรือโต๊ะในห้องพัก
ถ้ากระดาษรองแก้วมีโลโก้บริษัทเต็มพื้นที่ คนบางกลุ่มอาจรู้สึกว่าไม่อยากนำกลับไปวางบนโต๊ะ เพราะดูเหมือนของแจกโปรโมชั่นมากเกินไป
วิธีที่เหมาะกว่าคือให้ Graphic หรือข้อความเป็นจุดเด่น แล้ววางโลโก้ในขนาดเล็กถึงกลาง เช่น บริเวณขอบ ด้านล่าง หรือทำเป็น Signature ของงาน วิธีนี้ยังทำให้รู้ว่าเป็นของแบรนด์ไหน แต่ไม่รบกวนความสวยของชิ้นงาน
สำหรับแบรนด์ที่มี Symbol หรือ Mascot อยู่แล้ว สามารถใช้สิ่งเหล่านี้แทนโลโก้เต็มรูปแบบได้ และใส่ชื่อแบรนด์ไว้ในตำแหน่งรอง จะดูเป็น Merchandise มากกว่าสื่อโฆษณา

ทำลายที่คนสามารถใช้ได้แม้งานอีเวนต์จบไปแล้ว

อีกสาเหตุที่ของแจกถูกทิ้งง่ายคือดีไซน์ผูกกับงานมากเกินไป เช่น พิมพ์ชื่องาน วันที่ และข้อความ “เจอกันที่บูธ A15” ใหญ่เต็มหน้า พองานจบ ข้อมูลทั้งหมดก็หมดความหมายทันที
ถ้าต้องการให้คนเก็บไว้ใช้ต่อ ควรทำด้านหลักให้เป็นลายที่ใช้ได้นาน เช่น Illustration, Pattern, Quote หรือ Character ของแบรนด์ ส่วนรายละเอียดของงานค่อยย้ายไปด้านหลังหรือทำเป็นองค์ประกอบเล็ก
เช่น ด้านหน้าเป็น Mascot พร้อมข้อความ “Coffee First, Work Later” ส่วนด้านหลังค่อยใส่ชื่อ Event และ QR Code แบบนี้แม้งานจบไปแล้ว ด้านหน้าก็ยังใช้งานได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นของเก่าจากงานหนึ่ง
แนวคิดนี้เหมาะมากกับงานแฟร์ Exhibition หรือกิจกรรมที่ต้องการให้ของแจกทำหน้าที่ต่อหลังจากงานจบ

ทำหลายลายช่วยเปลี่ยนของแจกให้กลายเป็นของสะสม

ถ้าต้องการเพิ่มโอกาสที่คนจะไม่ทิ้ง วิธีหนึ่งที่ได้ผลในเชิงพฤติกรรมคือทำหลายลายในชุดเดียว เพราะเมื่อมีหลายแบบ คนจะรู้สึกว่ามันมีความเป็น Collection มากกว่าของแจกทั่วไป
เช่น ทำ 4 ลายโดยใช้ Mascot ตัวเดียวกันแต่เปลี่ยนท่าทาง หรือทำ 6 คำพูดที่แตกต่างกันในธีมเดียวกัน อาจเป็นคำเกี่ยวกับกาแฟ การทำงาน วันหยุด หรือ Mood ต่าง ๆ
ในงานอีเวนต์สามารถสุ่มแจก หรือให้คนเลือกเองก็ได้ การมีตัวเลือกทำให้คนใช้เวลาเลือกมากขึ้นและเกิดการมีส่วนร่วมกับของชิ้นนั้นก่อนที่จะรับกลับไป
หากมากันหลายคนและได้คนละลาย ก็มีโอกาสหยิบมาเปรียบเทียบหรือแลกกัน ซึ่งทำให้กระดาษรองแก้วไม่ใช่แค่ของแจกอีกต่อไป แต่กลายเป็นกิจกรรมเล็ก ๆ ที่ช่วยให้แบรนด์ถูกพูดถึง

Mascot เหมาะมากกับของแจกขนาดเล็ก

ถ้าแบรนด์มีมาสคอต กระดาษรองแก้วเป็นพื้นที่ที่นำมาใช้ได้ดี เพราะไม่จำเป็นต้องมีข้อความเยอะและ Character สามารถสร้างอารมณ์ได้ด้วยภาพเพียงอย่างเดียว
สามารถทำมาสคอตกำลังดื่มกาแฟ นอน ทำงาน หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของงาน เช่น ถ้าเป็นงานเทคโนโลยีอาจทำ Character นั่งหน้าคอม ถ้าเป็นงานอาหารอาจถือขนม หรือถ้าเป็นงานแฟชั่นอาจเปลี่ยนชุดในแต่ละลาย
ความสนุกคือสามารถทำ Character หลายแบบโดยยังรักษา Brand Identity เดิม และถ้าลูกค้านำกลับไปใช้ต่อ Mascot ก็ยังช่วยให้คนจำ Character ของแบรนด์ได้โดยไม่ต้องเห็นโลโก้ใหญ่ทุกครั้ง
แบรนด์ที่ไม่มี Mascot ก็สามารถสร้าง Illustration Style จากสินค้า โลโก้ หรือ Graphic Element ของแบรนด์แทนได้

ข้อความสั้น ๆ ที่ใช้ได้ในชีวิตจริงมีโอกาสถูกเก็บมากกว่าคำโฆษณา

คำที่พิมพ์บนกระดาษรองแก้วมีผลมากกับความรู้สึกของคนรับ ถ้าเป็นข้อความประเภท “บริษัท XXX ผู้นำด้าน…” หรือ “โปรโมชั่นเฉพาะวันนี้” คนจะมองว่าเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ทันที
ในทางกลับกัน ข้อความที่เชื่อมกับชีวิตประจำวัน เช่น “One More Coffee”, “Busy But Cute”, “พักก่อน เดี๋ยวค่อยทำงาน” หรือข้อความที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย สามารถทำให้ชิ้นงานรู้สึกเหมือนของ Lifestyle มากขึ้น
ควรเลือกข้อความที่สั้น อ่านจบเร็ว และยังใช้ได้หลัง Event จบไปแล้ว หากทำหลายลายสามารถใช้หลาย Mood เช่น ลายหนึ่งสำหรับวันทำงาน ลายหนึ่งสำหรับวันหยุด และอีกลายสำหรับคนรักกาแฟ
สิ่งสำคัญคือ Tone ของข้อความต้องเข้ากับแบรนด์ ไม่ควรใส่คำกวนเพียงเพราะอยากให้ดูวัยรุ่น หากภาพลักษณ์ของแบรนด์จริง ๆ เป็นทางการมาก

ลายควรเข้ากับโต๊ะจริง ไม่ใช่สวยเฉพาะตอนดู Artwork

ถ้าต้องการให้คนเอากลับไปใช้ที่บ้านหรือออฟฟิศ ดีไซน์ควรเข้ากับสภาพแวดล้อมทั่วไปได้ ไม่ควรมีสีหรือ Pattern ที่แรงจนวางกับอะไรก็ดูขัดไปหมด
สี Neutral เช่น ครีม ขาว เทา น้ำตาล หรือสีแบรนด์ในเฉดที่ไม่จัดเกินไป สามารถใช้ได้กว้าง ส่วนแบรนด์ที่ต้องการสีสดสามารถใช้เป็น Accent มากกว่าทำเต็มพื้นที่
อีกเรื่องคือเวลามีแก้ววางทับ พื้นที่ตรงกลางจะหายไป ดังนั้น Graphic สำคัญควรออกแบบให้อยู่บริเวณขอบหรือมองเห็นได้แม้ถูกบังบางส่วน
ควรลองนำขนาดฐานแก้วทั่วไปวางทับใน Mockup ก่อนผลิต เพื่อดูว่าชื่อแบรนด์ ข้อความ หรือ Character ยังเหลือให้เห็นหรือไม่

ทำให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีหน้าที่ต่างกัน

ถ้าระบบการผลิตรองรับการพิมพ์สองด้าน สามารถแบ่งหน้าที่ได้ชัดเจนมากขึ้น โดยด้านหน้าทำหน้าที่เป็นงานดีไซน์ที่คนอยากใช้ ส่วนด้านหลังเป็นพื้นที่สำหรับข้อมูลแบรนด์
ด้านหลังสามารถใส่ QR Code, Website, Social Media หรือข้อความเกี่ยวกับแคมเปญได้โดยไม่รบกวนภาพด้านหลัก เวลาลูกค้าใช้งานก็หันด้านที่ชอบขึ้นบน แต่ถ้าต้องการหาข้อมูลแบรนด์ก็พลิกดูได้
วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาที่หลายแบรนด์พยายามใส่ทั้งความสวยและข้อมูลทั้งหมดไว้ด้านเดียวจนแน่นเกินไป

QR Code ต้องให้เหตุผลว่าทำไมคนควรสแกน

การวาง QR Code เฉย ๆ มักไม่ได้ทำให้คนอยากสแกนมากขึ้น เพราะคนไม่รู้ว่าปลายทางคืออะไร
ถ้าจะใส่ ควรบอกผลลัพธ์สั้น ๆ เช่น “สแกนรับ Wallpaper”, “สแกนดู Collection ทั้งชุด”, “สแกนลุ้นของรางวัล” หรือ “สแกนรับส่วนลดครั้งถัดไป” เพื่อสร้างเหตุผลให้ลูกค้าสนใจ
ถ้าอยากให้ของแจกมีมูลค่าต่อหลัง Event สามารถใช้ QR เชื่อมไปยัง Digital Content ที่ยังใช้งานได้ เช่น Wallpaper, Playlist, Coupon หรือหน้า Social Media ของแบรนด์
แต่ QR ไม่ควรใหญ่จนแย่ง Graphic หลัก และควรทดสอบจากชิ้นพิมพ์จริงว่าสแกนได้ก่อนผลิตจำนวนมาก

กระดาษรองแก้วสามารถผูกกับกิจกรรมในบูธได้

แทนที่จะยืนแจกให้ทุกคนที่เดินผ่าน สามารถทำให้กระดาษรองแก้วเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม เช่น ให้เลือก Mood ที่ตรงกับตัวเอง เลือก Character ที่ชอบ หรือสุ่มลายจากกล่อง
ถ้าเป็นหลาย Collection อาจให้ลูกค้าทำกิจกรรมเพื่อรับลายพิเศษ เช่น สแกน QR ติดตาม Social Media หรือตอบคำถามสั้น ๆ แล้วเลือกลาย Limited ได้
สิ่งนี้ทำให้มูลค่าทางความรู้สึกสูงขึ้น เพราะคนไม่ได้เพียง “ได้รับของแจก” แต่รู้สึกว่าได้เลือกหรือได้ของมาจากกิจกรรมบางอย่าง
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมควรง่ายและใช้เวลาไม่นาน เพราะหน้าบูธอาจมีคนจำนวนมาก หากขั้นตอนซับซ้อนเกินไปจะสร้างคิวและทำให้ประสบการณ์แย่ลง

Limited Edition ทำให้คนรู้สึกว่าไม่ควรทิ้ง

การใส่ความรู้สึกว่ามีจำนวนจำกัดช่วยให้ของธรรมดาดูมีคุณค่าขึ้นได้ เช่น ทำลายเฉพาะสำหรับ Event นี้ หรือทำหมายเลข Collection 01–04
ไม่จำเป็นต้องพิมพ์คำว่า LIMITED ใหญ่ ๆ แค่ทำ Theme ที่มีเฉพาะในงานและสื่อสารว่ามีหลายลายให้สะสมก็พอ
อีกแนวคือมีหนึ่งลาย Rare ที่แจกจำนวนน้อยกว่าลายอื่น หรือมีลายพิเศษสำหรับช่วงเวลาหนึ่ง วิธีนี้เหมาะกับงานที่กลุ่มเป้าหมายชอบของสะสม เช่น Fandom, Gaming, Art, Lifestyle หรือสินค้า Character
แต่ควรออกแบบให้แม้เป็นลายเฉพาะงานก็ยังใช้หลังงานได้ ไม่ควรเต็มไปด้วยวันและข้อมูลที่หมดอายุเร็ว

วัสดุและความแข็งแรงมีผลต่อการเก็บไว้ใช้ต่อ

ต่อให้ดีไซน์สวย ถ้ากระดาษบางจนงอทันทีที่ถือกลับ คนก็มีโอกาสทิ้งสูงขึ้น เพราะรู้สึกว่าใช้ต่อไม่ได้
กระดาษรองแก้วสำหรับแจกควรมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะใส่กระเป๋าและนำกลับไปใช้งานได้ หากเป็นวัสดุที่ซึมซับความชื้นได้ตามลักษณะการใช้งานจริงยิ่งดี แต่ควรเลือกให้เหมาะกับรูปแบบเครื่องดื่มและระยะเวลาที่ต้องใช้งาน
ขอบงานควรตัดเรียบร้อย ไม่รุ่ย และขนาดควรเหมาะกับแก้วทั่วไป เพราะยิ่งใช้งานสะดวก คนก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะเก็บไว้
งานแจกจำนวนมากไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุแพงที่สุด แต่ควรเลือกให้สมดุลระหว่างต้นทุนกับความรู้สึกตอนจับจริง

รูปทรงพิเศษช่วยเพิ่มมูลค่าทางสายตาได้

วงกลมและสี่เหลี่ยมเป็นทรงที่ใช้ง่ายที่สุด แต่ถ้าแบรนด์มีรูปทรงเฉพาะ สามารถใช้ Die-cut ช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้ เช่น รูปเมฆ ดอกไม้ หน้ามาสคอต หรือ Shape จาก Logo
รูปทรงพิเศษมีข้อดีตรงที่คนเห็นก็รู้สึกว่าไม่ใช่รองแก้วทั่วไป ทำให้มีโอกาสถูกหยิบดูและเก็บมากขึ้น
แต่ต้องไม่ลืมหน้าที่หลัก ฐานแก้วต้องวางได้มั่นคง ไม่ควร Die-cut จนพื้นที่รองเหลือน้อยหรือมีส่วนยื่นที่พับเสียหายง่าย
ถ้าต้องการลดความซับซ้อน สามารถใช้ทรงวงกลมปกติแล้วสร้างความพิเศษผ่าน Graphic แทนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษทุกงาน

ทำ Artwork ให้เหมือน Merchandise มากกว่า Flyer

วิธีตรวจง่ายมากคือเอาโลโก้บริษัทออกชั่วคราวแล้วดูว่า “ลายนี้ยังน่าใช้ไหม” ถ้าคำตอบคือใช่ แสดงว่า Graphic มีคุณค่าของตัวเอง และเมื่อใส่โลโก้กลับเข้าไปก็จะกลายเป็น Branded Merchandise ได้
แต่ถ้าเอาโลโก้ออกแล้วเหลือเพียงโปรโมชั่นหรือพื้นที่ว่าง แสดงว่างานชิ้นนี้พึ่งพาการโฆษณามากเกินไป และอาจไม่มีเหตุผลให้คนเก็บหลังจบงาน
ของแจกที่ดีควรทำให้คนอยากใช้ก่อน แล้วให้แบรนด์ได้รับการเห็นซ้ำเป็นผลตามมา ไม่ใช่บังคับให้ผู้รับกลายเป็นพื้นที่โฆษณาเคลื่อนที่

การใช้สีของแบรนด์ยังสำคัญ แม้ไม่ใช้โลโก้ใหญ่

ถ้าลดขนาดโลโก้ลง ไม่ได้หมายความว่า Brand Identity จะหาย เพราะสามารถใช้สี Pattern ฟอนต์ หรือ Character ช่วยทำหน้าที่แทนได้
ตัวอย่างเช่น หากแบรนด์ใช้ฟ้าเข้มกับฟ้าอ่อนเป็นประจำ กระดาษรองแก้วทั้ง Collection สามารถใช้สองสีนี้ร่วมกับ Illustration ที่แตกต่างกัน คนก็ยังรับรู้ได้ว่าเป็นชุดเดียวกัน
สีจึงเป็นวิธีที่ดีในการทำ Branding แบบไม่ต้องย้ำชื่อแบรนด์ทุกจุด และช่วยให้หลายลายดูเป็น Collection เดียวกัน

แจกเป็นเซ็ตเล็ก ๆ อาจมีคุณค่ามากกว่าแจกใบเดียว

หากงบและรูปแบบงานเหมาะสม สามารถแจกเป็นชุด 2–4 ใบแทนใบเดียว โดยทำลายต่างกันแต่ใช้ Theme เดียวกัน
เมื่อเป็นเซ็ต คนจะรู้สึกว่าเป็นของที่ตั้งใจทำมากขึ้น และมีโอกาสนำกลับไปวางใช้ที่บ้านจริง เพราะมีจำนวนพอสำหรับโต๊ะมากกว่าหนึ่งแก้ว
สามารถใส่ซองกระดาษหรือสายคาดเล็ก ๆ เพื่อรวบรวมเป็นชุด โดยบน Packaging นอกค่อยใส่รายละเอียดของงาน ส่วนตัวรองแก้วด้านในเน้นดีไซน์ที่ใช้ระยะยาว
แนวนี้เหมาะกับลูกค้า VIP, Partner, Influencer หรือผู้ที่ร่วมกิจกรรมครบตามเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องใช้กับผู้ร่วมงานทุกคน

อย่าทำทุกลายเป็นโฆษณาคนละแบบ

ถ้าทำหลายลาย ไม่ควรใช้แต่ละใบสำหรับขายสินค้าคนละตัว เช่น ใบหนึ่งขายสินค้า A ใบหนึ่งขาย B และอีกใบมีโปรโมชั่น C เพราะเมื่อรวมกันจะดูเหมือนชุดใบปลิวมากกว่า Collection
ควรมี Concept เดียว เช่น ทุกใบเป็น Mood ของคนทำงาน ทุกใบเป็นมาสคอตต่างท่า หรือทุกใบเป็น Pattern จาก Brand Element
ข้อมูลสินค้า หากต้องการใส่จริง สามารถใช้ QR เดียวพาไปยังหน้า Landing Page แทนการยัดรายละเอียดไว้ในแต่ละใบ

ก่อนผลิตควรลองถามคนที่ไม่ได้อยู่ในทีม

ทีมงานที่เห็นแบรนด์ทุกวันอาจรู้สึกว่าโลโก้สวยและอยากเก็บ แต่คนทั่วไปอาจคิดต่างกัน ก่อนผลิตจำนวนมากจึงควรลองทำ Mockup 2–3 แบบแล้วให้คนที่ไม่ได้อยู่ในทีมเลือก
คำถามไม่ควรเป็นแค่ “แบบไหนสวยกว่า” แต่ควรถามว่า “ถ้าได้ฟรี คุณจะเก็บใบไหนไว้ใช้บนโต๊ะ” เพราะนี่คือพฤติกรรมจริงที่ต้องการ
ถ้าคนเลือกแบบที่โลโก้เล็กแต่ Graphic น่ารักมากกว่าแบบที่โลโก้ใหญ่ นั่นไม่ได้แปลว่า Branding แย่ลง แต่หมายความว่าควรใช้ Graphic เป็นตัวดึงให้คนเก็บ แล้วให้โลโก้ทำหน้าที่ในระยะยาวแทน

ข้อผิดพลาดที่ทำให้กระดาษรองแก้วแจกงานถูกทิ้งเร็ว

ข้อแรกคือใส่ข้อมูลบริษัทเต็มพื้นที่จนดูเหมือน Flyer ขนาดเล็ก ข้อสองคือผูก Artwork กับวันที่งานจนใช้ต่อไม่ได้ และข้อสามคือใช้กระดาษบางจนผู้รับรู้สึกว่าเป็นของใช้ครั้งเดียว
อีกปัญหาคือทำลายโดยไม่คิดตอนมีแก้ววางจริง ทำให้ Graphic ทั้งหมดหายอยู่ใต้ฐานแก้ว หรือตัวหนังสือถูกบังจนไม่มีอะไรน่าสนใจเหลือ
รวมถึงการทำหลายลายแต่แต่ละลายไม่มี Concept ร่วมกัน ทำให้ไม่เกิดความรู้สึก Collectible และสุดท้ายคนก็เลือกเก็บเพียงใบเดียวหรือไม่เก็บเลย

Checklist ก่อนทำกระดาษรองแก้วแจกงานอีเวนต์

ก่อนผลิตควรถามก่อนว่าหากตัดชื่อ Event และโปรโมชั่นออก ชิ้นงานยังน่าใช้บนโต๊ะหรือไม่ ถ้ายังน่าใช้ แสดงว่าดีไซน์มีโอกาสอยู่ต่อหลังงานได้
เลือก Graphic, Mascot หรือข้อความสั้นให้เป็นพระเอก แล้วลดขนาดโลโก้ให้อยู่ในระดับที่เห็นแต่ไม่รบกวนงาน ใช้สีและฟอนต์ของแบรนด์เพื่อรักษาภาพจำ และหากมีข้อมูลติดต่อควรย้ายไปด้านหลังหรือใช้ QR Code
ถ้าทำหลายลายควรให้ทุกลายอยู่ใน Theme เดียวกันและสร้างเหตุผลให้คนอยากสะสม ทดลองวางแก้วจริงบน Artwork ตรวจว่าจุดสำคัญไม่ถูกบัง และเลือกวัสดุให้แข็งแรงพอสำหรับนำกลับไปใช้ต่อ
สุดท้ายควรทำ Sample หรือ Mockup แล้วลองถามคนจริงว่า “ถ้าได้จากงาน คุณอยากเอากลับบ้านไหม” ก่อนอนุมัติผลิตจำนวนมาก

สรุป

การทำกระดาษรองแก้วแจกงานอีเวนต์ให้ไม่ถูกทิ้ง ต้องออกแบบโดยคิดถึงชีวิตของชิ้นงานหลังจากงานจบ ไม่ใช่คิดเฉพาะตอนแจกอยู่หน้าบูธ หากคนสามารถนำกลับไปวางบนโต๊ะทำงานหรือใช้ที่บ้านได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังใช้ของโฆษณา โอกาสที่จะถูกเก็บไว้ก็สูงขึ้น
วิธีที่ช่วยได้คือทำ Graphic ให้สวยพอเป็น Merchandise ใช้โลโก้ในขนาดพอดี เลือกข้อความที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และทำหลายลายแบบ Collection เพื่อสร้างความรู้สึกอยากเลือกหรืออยากสะสม ส่วนข้อมูลแคมเปญและ QR Code ควรเป็นองค์ประกอบรอง ไม่ควรแย่งพื้นที่หลักของดีไซน์
เมื่อกระดาษรองแก้วทั้งใช้งานได้จริง มีลายที่คนชอบ และยังคงสีหรือ Character ของแบรนด์อยู่ ของแจกชิ้นเล็กจากงานอีเวนต์ก็มีโอกาสเปลี่ยนจากของที่รับแล้วทิ้ง เป็นของที่ถูกนำกลับไปใช้และช่วยให้แบรนด์ถูกเห็นซ้ำหลังงานจบได้
หากคุณกำลังมองหางานพิมพ์คุณภาพครบวงจร ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @pimdai หรือเยี่ยมชมผลงานคุณภาพได้ที่ www.pimdai.com เปลี่ยนงานพิมพ์ของคุณให้โดดเด่นและน่าจดจำยิ่งขึ้น ด้วยบริการจาก Pimdai.com วันนี้!
อ่านบทความเกี่ยวกับ ถุงกระดาษ เพิ่มเติมได้ที่นี่